19 September 2015

Office 365

ปกติใช้คอมฯ Windows มาตลอดซึ่งมี Microsoft Office ติดเครื่องมาแต่ไหนแต่ไร และก็ไม่ได้คิดจะอัพเกรดรุ่น จนตอนนี้ได้ Macbook มาใช้งาน และมีงานที่ต้องใช้ PowerPoint บน Mac แต่ไม่อยากเสียเงินซื้อ แรกสุดลองใช้ Page ที่แถมมากับ Mac ลองแก้ไขแล้ว ไม่รู้จะด่า Microsoft หรือ Apple ดี โครงเละกระจุยกระจาย ไฟล์มันสร้างจาก Windows ก็คงต้องใช้ของ Microsoft โดยตรงสิ ยังไม่อยากเสียเงินอยู่ จึงใช้ของฟรีอย่าง PowerPoint Online ใช้ผ่าน Web Browser แต่ก็ต้องหัวเสียด่า Microsoft ทำมาทำไมฟะ เพราะโครงสร้างพัง ฟ้อนเละ จนต้องหาทางเลือกใหม่

Office 365 เป็น solution ที่ Microsoft ขายอยู่ตอนนี้ จากเดิมในเวอร์ชั่นก่อน ขายขาดในราคาหลายพันบาท เปลี่ยนกลายเป็นหลายทางเลือก มีทั้งจ่ายเป็น subscription ซึ่งมีจ่ายเป็นรายปี และจ่ายเป็นรายเดือน หรือซื้อขาด ตัวที่ผมสนใจ เป็นตัวจ่ายรายเดือน เพราะนานๆ จะใช้ซักครั้ง และใช้ครั้งนึงก็ไม่ถึงหนึ่งเดือน ตัวรายเดือน ตกเฉลี่ยเดือนละ 189 บาท และสามารถสมัครใช้เพียงเดือนเดียวได้

ตัดสินใจเอาทางเลือกนี้เลย การสมัครต้องผูกบัตรเครดิต เพื่อให้มันตัดเงินเองโดยอัตโนมัติ Microsoft ใจปล้ำ มีโปรสมัครครั้งแรกทดลองใช้ฟรีหนึ่งเดือน หลังจากผมสมัครเสร็จก็รีบกดยกเลิกการตัดเงินอัตโนมัติทันที กันลืมยกเลิกในภายหลัง หากเดือนไหนอยากใช้ก็ค่อยสมัครอีกครั้ง

หลังจากสมัครเสร็จ ก็ลอคอินเข้าไปที่ stores.office.com

แพกเกจที่ผมเลือกสามารถลง Office เวอร์ชั่น offline ได้หนึ่งเครื่อง เลือก Install และรอดาวน์โหลดไฟล์ ราว 1GB เมื่อแตกไฟล์ออกมา จะมีขนาดรวม 6GB กว่า มี Microsoft Word, Excel, PowerPoint และ Outlook โปรแกรมบังคับเปิด Microsoft Word หลังจากลงเสร็จทันที หลังจากนั้นก็มีหน้า login ก็ใส่บัญชีที่ใช้ซื้อไป และรอมันตรวจเช็คให้ และก็สามารถใช้งานได้ทันที

เปิดไฟล์ PowerPoint โครงสร้างก็ยังไม่สวยงาม แต่คราวนี้ไม่ใช่โปรแกรมแล้วเป็นที่ฟ้อนต์ เพราะไฟล์สร้างจาก Windows จึงไปโหลดฟ้อนมาใส่ โอเค Perfect แล้ว

ไฟล์ PowerPoint ชิ้นนี้ผมบันทึกใน OneDrive บน Windows ก่อน และมาเปิดใช้ใน Mac

ซึ่งมันก็เชื่อมต่อ OneDrive ให้โดยอัตโนมัติ และผมสามารถเลือกไฟล์​ PowerPoint ที่เคยเซฟไว้ได้ทันที นับว่าสะดวกมาก ไม่ต้องเสียจังหวะไปกด download หรือเซฟผ่าน Flash Drive

เมื่อใช้งานเสร็จ และกด save
ตัวโปรแกรมก็ทำหน้าที่ Upload ขึ้น OneDrive ให้ด้วยเลย เมื่อผมไปเปิดอีกเครื่อง มันก็ sync เป็นไฟล์ล่าสุดให้โดยอัตโนมัติ ฟีเจอร์นี้ถูกใจผม เพราะไม่ต้องลง OneDrive ให้มัน Sync ไฟล์อื่นมาหนักเครื่องไปด้วย

จากนั้นผมลองเปิดไฟล์​ Excel ที่ได้เขียน Macro ไว้ดึงราคาหุ้น พบว่าสามารถใช้ฟังชั่น Macro ได้ และสามารถแก้ไข code ได้ด้วย



189 บาทต่อเดือน นับเป็นค่าเช่าพื้นที่ไฮเทคพิมพ์งาน ยิ่งหากงานที่เราทำมันทำประโยชน์ได้มากกว่า 189 บาท ยิ่งไม่ควรมีข้อกังขาเลยว่าคุ้มมั้ย แถมยังมีฟีเจอร์อื่นอีกด้วย อย่างเพิ่มพื้นที่ OneDrive หรือ Skype Call

หากเป็นนักศึกษา ก็มีสิทธิ์ซื้อ software ราย 4 ปีในราคา 2,xxx บาท เมื่อหารเป็นต่อเดือนก็ยิ่งถูกเข้าไปใหญ่

ส่วนรุ่นซื้อขาดไปเลย ราคาอยู่ที่ 3,xxx บาท อันนี้ก็เป็นทางเลือก แต่ผมว่ามันไม่คุ้ม เพราะ Office มันอัพเดตทุกปี ซื้อแบบ subscription จะได้สิทธิ์อัพเดตสม่ำเสมอ แถมจะยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ด้วย

อวยมาขนาดนี้ก็เพราะของมันตอบโจทย์ได้ดี แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย ที่สัมผัสได้ก็เป็นเรื่องที่มันต้องต่อเน็ต ผมลองใช้ผ่านร้าน Internet และเจอจังหวะเน็ตหลุดทำให้เข้าถึงไฟล์ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นความยากลำบากของชีวิตไปแล้วกัน

23 August 2015

สิ่งที่ Mac แตกต่างกับ Windows

 ตั้งแต่เด็กจนโต ใช้ Windows PC มาตลอด จะได้สัมผัส Mac ก็ตอนเข้าไปเล่นในร้าน iStudio แต่ก็รู้ได้แค่แบบผิวเผิน จนตอนนี้ทำงานด้าน programming ทางบริษัทให้ Macbook Pro มาเป็นคอมประจำตัว กว่าจะชินกับมัน ก็ใช้เวลาร่วมอาทิตย์ และอยากบันทึกข้อแตกต่างในแง่ผู้ใช้งาน ของทั้งสอง OS โดยจะระบุว่าสิ่งไหน Mac OS มีและ Windows ไม่มี เปรียบเทียบจาก Windows 10 และ Yosemite

ใช้ 2 นิ้วแตะ เพื่อ Right Click

Mac จะมาพร้อมกับ Trackpad ซึ่งเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมกว้างๆอันเดียว ไม่มีปุ่มเสริมระบุว่าคลิกซ้ายหรือคลิกขวา และใช้ 2 นิ้วแตะพร้อมกัน เพื่อเรียกเมนูเสริมขึ้นมา

ไม่รู้จัก Middle Click

ฟังชั่นนี้ผมใช้บ่อยใน Windows ใช้กด link ใน web browser เพื่อเปิด tab ใหม่ใน background ใน Mac ไม่มีฟังชั่นนี้ หากต่อเมาส์และกด Middle Click มันจะไม่ตอบสนองเลย

ปุ่ม Command คือพระเอกสำหรับกด shortcut

จากบน Windows เราใช้ Ctrl+A เพื่อคลุม Text ทั้งหมด Ctrl+C เพื่อ Copy ในขณะที่โลกของ Mac จะใช้ตัว Cmd แทนเลือกทั้งหมดก็ใช้ Cmd+A,หรือ Copy ก็ใช้ Cmd+C  และความแตกต่างอีกอย่าง คือ ที่วางปุ่ม อยู่สลับที่กัน ปุ่ม Cmd อยู่แทนที่ Alt ของ Windows และ Shortcut บางตัวก็แตกต่างไปเลย เพราะบน Mac มีปุ่ม Control ของตัวเองด้วย

เปลี่ยนภาษาโดยการกด Cmd+Space เท่านั้น

ไม่มีการเปลี่ยนภาษาโดยใช้ปุ่มเดียวอย่าง Grave Accent แบบ windowsหากอยากใช้ Grave Accent ต้องลง plugin เสริม

ไฟล์ Directory เรียบง่าย

File Explorer ในโลก Windows กลายเป็น Finder ในโลกของ Mac ไม่มีการแบ่งเป็น Drive C, Drive D มีเพียงแค่ Folder อย่าง download, documents และไม่สามารถเข้าถึง directory ที่ใช้ลงโปรแกรมได้ง่ายๆ ต้องเปิด hidden files mode ผ่าน command line


ย่อ/ขยายหน้าต่าง/ซ่อน อยู่ฝั่งซ้ายมือบน

ใน Windows มีแค่ฟังชั่น 3 ตัว minimize/maximize/close ในขณะที่ Mac มีมากกว่านั้นทั้ง 3 ปุ่มคือ minimize/presentation mode/quit ในขณะที่เราสามารถประยุกต์ใช้ฟังชั่นอื่นดังนี้ มีทั้ง minimize/hide/zoom/close/presentation mode/quit ถือว่าซับซ้อนกว่ามาก แต่ก็เพื่อความยืนหยุ่น โดย minimize เป็นการย่อลง task bar ข้างล่างด้านขวามือ hide จะเป็นการซ่อนโปรแกรมใน background ส่วน zoom จะเป็นการขยายหน้าต่างให้เต็มจอ หรือบางครั้งเกือบเต็มจอ close จะปิดหน้าต่างนั้นทิ้ง ซึ่งบางครั้งจะเหลือข้อมูลไว้ใน Ram ส่วน presentation mode คือ full screen โดยการสร้าง virtual desktop ใหม่เลย และท้ายสุด Quit อันนี้ปิดโปรแกรมแบบจริงจัง ออกจากโปรแกรมแน่นอน

Toolbar menu ที่สม่ำเสมอ

ทาง Mac OS จะมีแถบบอกสถานะไว้ขอบจอบนเสมอ และมี menu อาทิ file edit window สำหรับทุกโปรแกรม ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามโปรแกรม ถ้าต้องการ settings โปรแกรม ไม่ว่าโปรแกรมไหน ก็จะอยู่ที่เดียวกัน ไม่เหมือน Windows ที่บางโปรแกรมมี toolbar บางโปรแกรมซ่อนไว้


ไฟล์สำหรับลงโปรแกรมนามสกุล .dmg

ในโลกของ Windows เราแค่ดาวน์โหลด exe และ Double Click กด Next ไปเรื่อยๆ ในขณะที่ Mac ไฟล์สำหรับลงโปรแกรมจะมาในรูปนามสกุล .dmg หรือ คล้ายกับเราดาวน์โหลดแผ่น CD มา(การทำงานเหมือนไฟล์ .ISO) เมื่อเปิด install ทาง Mac จะจำลอง Drive เหมือนใส่แผ่น CD และลงโปรแกรมโดยการลากไฟล์เข้า Application folder ไม่ต้องสนใจว่าไฟล์จะอยู่ Drive ไหนเลย ความยุ่งยากมีอีก เมื่อลงโปรแกรมเสร็จ ต้อง unmount disk ที่เพิ่งใช้ลงโปรแกรม

External Storage ผ่าน Desktop

ทุกครั้งที่เสียบ flash drive หรือ SD Card ทาง Mac จะสร้าง Drive ไว้บน Desktop ไม่เหมือนกับ Windows ที่อยู่ใน My Computer

Mission Control

ทาง Mac มีโหมด Mission Control กดเพื่อดูหน้าต่างที่เปิดไว้ทั้งหมดเป็นภาพรวม แต่ก่อน Windows 8.1 ย้อนหลังไป ของ Windows ยังไม่มีโหมดนี้ เพิ่งมีใน Windows 10 เรียกว่าโหมด Task View

ไม่มี Snap to Grid

บน Windows เราสามารถลากหน้าต่างไปชนขอบซ้าย หรือขอบขวา desktop และหน้าต่างจะเปลี่ยนทรงให้อยู่ในรูปครึ่งจอ แต่ทาง Mac ยังทำในส่วนตรงนี้ไม่ได้

22 August 2015

PBT Keycap for Mechanical Keyboard

เมื่อปีก่อน ประกอบคอมฯให้เพื่อน สั่ง Mechanical Keyboard ของ Razor รุ่น Ultimate ราคาราว 5,000 บาท ลองใช้แล้ว ความรู้สึกสัมผัสไม่เหมือน Ducky ที่ใช้ที่บ้าน แต่ระบุไม่ได้ว่ามันต่างกันที่อะไร เชื่อว่า switch ข้างใต้ก็เป็นมาตรฐานใกล้เคียงกัน

งุนงงสงสัยเป็นเวลาหลายเดือนจนบังเอิญได้เจอบทความนี้ [CR]Review : ศึก Mechanical Keyboard 10 ตัว คียบอร์ด Mechanical ศึกมูลค่าครึ่งแสน ใครจะอยู่ ใครจะไป มาชมกันครับผม อธิบายถึง PBT Keycap ว่ามันเป็นพลาสติกแบบแข็งพิเศษ หนากว่าและให้ความรู้สึกด้าน ส่วน Keycap ที่มากับ Mechanical Keyboard ปกติมันเป็นพลาสติกแบบ ABS และเมื่อใช้ไปนานๆ ผิว Keycap จะมันวาว ให้ความรู้สึกเหนอะติดนิ้ว โอ้โห มันมีรายละเอียดส่วนนี้ด้วย

สีขาว: ปุ่ม PBT | สีดำ: ปุ่ม ABS

เห็นความแตกต่างของพลาสติก ทำให้เข้าใจแล้วว่าสัมผัสที่แตกต่างกันระหว่าง Razor และ Ducky ของ Razor เป็นพลาสติกเคลือบยางพิเศษ

เมื่อ สมองจิตสำนึกเข้าใจถึงแตกต่างของพลาสติก ต่อมจิตใต้สำนึกก็แสดงความรู้สึก อยากได้ PBT มาลอง ตรวจสอบราคาในอินเตอร์เน็ตพบว่าราคาตกอยู่ที่ชุดละ 1,990 บาท เพราะเป็นแค่พลาสติก คาดหวังว่ามันไม่น่าแพงมาก มันแค่พลาสติกไม่มีวงจรฝังอยู่ เรียกได้ว่าราคาเฉลี่ยปุ่มละ 20 บาท แต่ไม่สามารถยับยั้งความรู้สึกอยากของตัวเองได้ ก็ต้องจำยอมและเดินทางออกไปตามล่าซื้อ






ได้ จากร้าน P&Y พันทิพย์ประตูน้ำKeycap แบบ PBT เหลืออยู่สีเดียว หวานเย็นมาก ถามว่าเมื่อไหร่ของจะเข้า ทางร้านบอกว่าของเข้าเป็นล็อตๆ ไม่แน่นอน จำยอมซื้อมา เพราะอยากรู้สัมผัสมันจริงๆ


ทำการแกะปุ่มของเก่าทำความสะอาดและก็ได้แล้ว คีย์บอร์ดหวานเย็น



ใช้งานจริง

ความรู้สึกสัมผัสแตกต่างจากเดิม อย่างแรก ปุ่มสากด้าน แห้ง เหมือนยืนอยู่บนพื้นแห้งเทียบกับพื้นน้ำเจิ่งนอง ถัดมาเป็นเรื่องของเสียงสัมผัสได้ว่าทุ้มกว่าเดิม ซึ่งมโนไปเองได้ว่ามันเท่กว่า เหมือนความชื่นชมกับนักร้องชายที่มีโทนเสียงทุ้ม สุดท้ายเป็นความรู้สึกแน่น ปุ่มสะท้อนเด้งกลับมาหนึบหนับกว่า ให้ความรู้สึกไม่กลวง เหมือนเคาะกระเบื้องที่ทายาแนวรองใต้กระเบื้องแน่นๆ  แต่ปุ่ม PBT ชุดนี้มันไม่ปล่อยให้แสงลอดผ่าน เดาว่าเพราะพลาสติกชนิดนี้ไม่สามารถทำให้ใสได้ จึงทำให้เทียบเท่าใช้คีย์บอร์ดแบบไม่มีแป้นบอกตัวหนังสือเลย

ใน แง่ความคุ้มค่าถือว่าแพงมาก ยิ่งมองในแง่การใช้งาน ยิ่งไม่คุ้ม เพราะคีย์บอร์ดราคา 200 บาท หรือราคา 5,000 บาท ตัวอักษรที่กดบนแป้น  กับตัวอักษรที่แสดงบนหน้าจอก็ยังเป็นตัวเดียวกัน ไม่เหมือนหูฟัง ตัวแพงให้เสียงที่ชัดเจนกว่า แต่สิ่งที่ mechanical keyboard ให้ได้คือความรู้สึก จะเป็นแค่ความรู้สึก หรือตั้งความรู้สึก ก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนให้ค่าไม่เหมือนกัน สำหรับผม ซื้อมาถึงขนาดนี้ ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่แค่ความรู้สึกพิมพ์ มันเป็นถึงความรู้สึก ให้เหตุผลกับตัวเองว่าต้องสัมผัสอยู่กับคีย์บอร์ดเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน รับได้


เพิ่มเติม

หลังจากพิมพ์บนคีย์บอร์ด PBT ไปพักนึง ลองกลับไปใช้คีย์บอร์ดอื่นที่เป็น ABS สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ปุ่มคีย์บอร์ดมีความรู้สึกเหนอะหนะแบบชัดเจนยิ่งขึ้น นิ้วผมถูกสปอยเรียบร้อย

02 April 2015

Bluetooth Keyboard ภาษาไทยสำหรับ Android

ณ วันที่เขียนนี้ Android ยังไม่ได้รองรับการพิมพ์ภาษาไทยผ่าน Bluetooth Keyboard อย่างเป็นทางการ ทำให้เมื่อเชื่อมต่อ Bluetooth Keyboard จะพิมพ์ได้แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น เพื่อให้ใช้ได้ต้องลงแอพเสริม ยังดีที่มีนักพัฒนาชาวไทยพัฒนาแอพพิมพ์ไทยผ่าน Bluetooth Keyboard ขึ้นมา

Hardware Thai Keyboard | Play Store

โหลดแอพมาและ โดยเปลี่ยน Keyboard เครื่องให้เป็น Gadgetdoor Thai Keyboard (ชื่อทางการของ Hardware Thai Keyboard) ซึ่งทำได้ดังนี้
> Settings
> Language & input
> Current Keyboard
> Gadgetdoor Thai Keyboard



แต่เมื่อเลิกใช้ Bluetooth Keyboard และต้องการเปลี่ยนกลับไปใช้ Keyboard แบบเดิมต้องเข้าดังนี้
> Settings
> Language & input
> Current Keyboard
> Google Keyboard

มันใช้ได้แต่มีหลายขั้นตอน อยากได้อัตโนมัติมากกว่านี้ ต้องการตัดความยุ่งยากให้เหลือเพียงแค่เชื่อม Bluetooth และขั้นตอนอื่นทำให้อัตโนมัติ แก้ได้ดังนี้

ก่อนอื่นโหลด 2 โปรแกรมนี้มา

Tasker | Play Store
Tasker เป็นโปรแกรมสั่งทำงานด้วยตัวเองตามเงื่อนไขที่เราระบุ
ในที่นี้เราจะตั้งว่าทุกครั้งที่เชื่อมต่อ Bluetooth กับ Keyboard ให้เปลี่ยน Default Keyboard

Secure Settings | Play Store
Secure Settings เป็นตัว plugin เสริมความสามารถให้ Tasker
เนื่องจาก Tasker เลือกคีย์บอร์ดเองไม่เป็น ต้องใช้ Secure Settings ช่วยเลือก Keyboard ให้

ขั้นตอน

ก่อนอื่นให้ตั้งเงื่อนไข เมื่อใดที่มือถือมีการต่อ Bluetooth เข้ากับ Keyboard
  1. กด + ขวาล่าง
  2. เลือก Net
  3. เลือก BT Connected
  4.  เลือกชื่อและ Address โดยกดที่รูปแว่นขยายด้านหลังและเลือก




จากนั้นให้เลือกงานที่ต้องทำ หลังจากที่มือถือต่อ Bluetooth เข้ากับ Keyboard  ในที่นี้ก็คือการเปลี่ยน Current Keyboard ให้เป็น Gadgetdoor Thai Keyboard

  1.  กด New Task และตั้งชื่อ Ext Keyboard
  2. กด +
  3. เลือก Plugin และ Secure Settings
  4. กด รูปดินสอ
  5. ไปที่ System+ และเลือก Input 
  6. เลือก Gadgetdoor และกด save






ณ ตอนนี้ทุกครั้งที่ต่อ Bluetooth เครื่องเราก็จะเปลี่ยนเป็น Gadgetdoor Keyboard แต่เมื่อเปลี่ยนกลับ มันยังไม่เปลี่ยนเป็นคีย์บอร์ดเดิมให้ ต้องทำดังนี้
  1. กดค้างที่ชื่อ Ext Keyboard และเลือก Add Exit Task
  2. ตั้งชื่อ Int Keyboard และทำเหมือนข้างบนเลย เพียงแต่เปลี่ยนขั้นตอนสุดท้ายเป็น Google Keyboard (หรือ คีย์บอร์ดอื่นที่คุณใช้)


ทำขั้นตอนนี้เสร็จก็เรียบร้อยชีวิต การใช้ Bluetooth Keyboard ของเราก็จะง่ายขึ้น ตัดขั้นตอนทิ้งไปเหลือเพียงแค่ต่อ Bluetooth เท่านั้น

    06 January 2015

    เขียน Android App เริ่มจาก 0

     ใช้ข้อมูลที่หาได้จากอินเตอร์เน็ต
    1. ดาวน์โหลด Android Studio
    2. ทำความเข้าใจ Java Programming - แนะนำให้อ่าน Head First Java เฉพาะ Chapter 1-11
    3. ทำความเข้าใจ XML 
    4. เรียนรู้ Library ของ Android โดยการทดลองเขียนโปรแกรมตาม Tutorial
      1. เว็บนี้สอนเข้าใจง่าย
      2. เว็บ Official ของ Android
      3. google
    5. ลองเขียนได้เลย

    03 January 2015

    บำรุงรถยนต์ ตามระยะทาง

    รถยนต์ของคุณอาจมีการเข้าตรวจสอบเป็นประจำ แม้อู่ของคุณมีความเชี่ยวชาญแต่ช่างก็ยังเป็นคนธรรมดา บางครั้งช่างมองข้ามสิ่งที่จำเป็นต้องตรวจ อาจจะเพราะเหนื่อย ลูกค้าเยอะ อย่าไปว่าเค้า อย่างน้อยเรามี Checklist เป็นอาวุธคู่กาย รายชื่อนี้ผมลิสต์ให้เป็นแบบอย่างย่อ ถ้าต้องการแบบละเอียดสามารถอ่านได้ที่คู่มือรถของคุณ ผมเรียงรายชื่อจากน้อยไปหามาก ตามระยะทาง/ระยะเวลาการใช้งาน โดยมีสัดส่วน 10,000 กิโลเมตร = 6 เดือน
    • 10,000 กิโลเมตร | 6 เดือน
      • น้ำมันเครื่อง
      • กรองเครื่อง
    • 20,000 กิโลเมตร | 1 ปี
      • ผ้าดิสเบรค (ล้อหน้า)
      • ดรัมเบรค (ล้อหน้า)
    • 12 เดือน
      • ยางปัดน้ำฝน
    • 30,000 กิโลเมตร | 1 ปีครึ่ง
      • ดอกยาง
    • 2 ปี
      • แบตเตอรี่
    • 40,000 กิโลเมตร | 2 ปี
      • กรองเชื้อเพลิง
      • น้ำยาหล่อเย็นเครื่องยนต์
      • กรองอากาศ
      • น้ำมันเบรค
      • หัวเทียน
      • จานเบรค (ล้อหน้า) 
      • ผ้าดิสเบรค (ล้อหน้า)
      • ดรัมเบรค (ล้อหลัง)
      • สายพานต่าง
    • 50,000 กิโลเมตร | 2 ปีครึ่ง
      • โช๊คอัพและบุ๊ชช่วงล่าง
    • 80,000 กิโลเมตร | 4 ปี
      • ผิวผ้าแผ่นคลัช (ล้อหลัง)
    • 100,000 กิโลเมตร | 5 ปี
      • สายพานไทม์มิ่ง
      • ยางหุ้มเพลาขับ

    31 December 2014

    OnePlus One Review





    ตอนเดือนตุลาคม 2014  iPhone 6, iPhone 6 Plus ออกใหม่ ยังไม่มีโอกาสได้แตะตัวเครื่อง ก็ได้แค่อ่านบทความรีวิว สรรพคุณ เครื่องเร็ว เครื่องบาง จอสวย กล้องสวย เพิ่มฟีเจอร์โน่นนี่  แพทเทินเดิม ไม่น่าตื่นเต้น จนอ่านมาถึงส่วนของแบตเตอรี่ คงดีขึ้นนิดหน่อย iPhone แบตห่วย เป็นของคู่กันแต่ไหนแต่ไร เกือบจะปิดรีวิวทิ้ง แต่เหลือบตาไปเห็น ตัวเลขผลทดสอบเปิดจอหน้าจอติดต่อกัน อยู่ได้นาน 6 ชั่วโมง เอ๋ อ่านผิดบทความรึเปล่า เพื่อความมั่นใจเลื่อนหน้าจอขึ้นไปอ่านชื่อ เป็นบทความของ iPhone 6 Plus ประหลาดใจ นี่เรื่องจริงหนิ


    จึงหาข้อมูล พบว่า Galaxy S5 ที่ออกเมื่อต้นปี 2014 ก็อยู่ได้นาน 7 ชั่วโมง Galaxy Note 4 ที่เพิ่งออกไม่นานซัดไป 8 ชั่วโมงกว่า มือถือปี 2014 แบตเตอรี่ถึก ชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งวัน เรียกได้ว่า Nokia 3310 กลับชาติมาเกิด 


     

    เห็นหญ้าบ้านข้างเขียวมาก ก็อดใจไม่ได้ ต้องเปรียบเทียบมือถือตัวเอง เจ้า Nexus 4 ที่บากบั่นมากับเราตลอด 1 ปีครึ่ง จากที่เคยรัก ไม่เคยบ่นกับเรื่องชาร์จแบตฯ ทุกครึ่งวัน, หมั่นปิด Data หลังใช้งาน, ลดแสงจอเพื่อประหยัดแบต, ทะนุถนอมไม่ให้เครื่องร้อน ความรักผันเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง ปัญหาที่เล็กน้อยกลายเป็นภาระจุกจิก เกิดคำถามมากมาย ทำไมต้องประคบปะหงม ก็แค่มือถือ ต้องทำงานให้เรา ไม่ใช่ให้เราคอยดูแล และคงถึงเวลาที่ต้องจากกัน

    มือถือใหม่ต้องเป็นมือถือที่อัพเดต firmware สม่ำเสมอ และแน่นอนว่าแบตเตอรี่ต้องอยู่ได้นาน คัดตัวเลือกได้ดังนี้
    1. Samsung Galaxy S5
    2. Nexus 6
    3. Apple iPhone 6 Plus
    4. LG G3
    5. Galaxy Note 4
    6. OnePlus One
    7. Xperia Z2
    แง้มกระเป๋าตังดูงบ รับได้แค่ หมื่นต้นๆ ตัวเลือกหายเกลี้ยง เหลือแค่ OnePlue One

    OnePlus One เป็นแบรนด์ใหม่ แบรด์จีน เป็นบริษัทน้อง Oppo มือถือตัวนี้จัดสเปคให้เต็ม ราคาไม่แพง รุ่น16GB อยู่ที่ 12,000 บาท ส่วนรุ่น 64GB มีราคาที่ 14,000 บาท (ร้าน Aobmobile) Review ทั่วสารทิศอวย บูชาราวกับรับเงินจ้างรีวิว เครื่องเร็วมาก software ใช้ CyanogenMod ผู้ปรุงรอมอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งได้ชื่อเรื่องความสเถียร ใส่ฟีเจอร์เท่าที่จำเป็น จอใหญ่ (5.5" เท่า iPhone 6 Plus) RAM 3GB แบตอยู่ได้นาน 8 ชั่วโมง แซ่ซ้องถึงความเยี่ยมยอดเป็นเสียงเดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าไร้ที่ติ ถ่ายรูปภาพก็ยังไม่เพอเฟค iPhone จ๋า จอใหญ่เกินไป ถือลำบาก และหาซื้อได้ยาก

    ฟีเจอร์ตัวเครื่อง อัดแน่น สุดยอดมากสำหรับราคาเท่านี้ แต่เพราะมันเป็นแบรนด์ "จีน" ทำให้ตะขิดตะขวงใจ ไม่ไว้ใจ ไม่สามารถสลัดภาพลักษณ์แย่ๆ ที่สั่งสมมายาวนาน ไม่ว่าจากการใช้งานเองเอย หรือคำบ่นจากผูัใช้งานรอบตัว และตามมาด้วยคำถามมากมาย จะระเบิดมั้ย QC ห่วยมั้ย  เครื่องประกอบไม่ดีมั้ย ถือแล้วจะมีใครรู้จักมั้ย

    กังวลจึงมองแต่ข้อเสียขจัดความอยากได้ไปเลย จากนั้นเล่น Facebook แก้เครียด หยิบมือถือ Nexus 4 ขึ้นมา แม่งรีสตาร์สใส่ เอาวะ ลองดูซักตั้ง เย็นนั้นวิ่งไปมาบุญครอง จัดรุ่น 64GB สีดำ

    แกะกล่อง
    เปิดเครื่องออกมาเช็ค พี่คนขายบอกว่าถ้ามีปัญหาอะไร เปลี่ยนได้เลยนะครับ อุ่นใจจริงๆ เช็คโทรเข้าโทรออก เช็คโน่น เช็คนี่ เช็คจอ สวยงามจริง แต่เจอจุดดำบนจอ dead pixel คิดในใจแค่โชคไม่ดีนิดหน่อยเอง โดนเครื่องตก QC อย่างน้อยตรวจเจอตรงนี้ พี่คนขายก็หยิบเครื่องใหม่มาให้พร้อมบอกว่า เปิดอีกเครื่องเดียวนะครับ ถ้ามีปัญหา ต้องเลือกเอาระหว่าง 2 เครื่อง หืม ไม่เคยซื้อมือถือแล้วเจอข้อจำกัดนี้ ใจเริ่มไม่ดีว่าจะมีอะไรรึเปล่า แต่ก็คิดบวก แค่ของตก QC มันไม่น่า 2 เครื่องติด เปิดออกมา เช็ค dead pixel เจอ 1 จุด จ้า คิดหนักเลย ก่นด่าในใจ แม่งเอ้ย มือถือจีนก็งี้ จอห่วยทุกเครื่อง คิดจะไม่เอาแล้ว แต่ด้วยอารมณ์อยากเปลี่ยน คิดแง่บวกหลอกตัวเอง จุดมันเล็กมาก และอย่างอื่นดี ก็เอาวะ เอาเครื่องหลัง เครื่องนี้มี dead pixel ตกอยู่มุมซ้ายล่างพอดี (ณ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่า dead pixel มีทุกเครื่อง หรือว่าดวงซวย 2 เครื่องซ้อน แต่เท่าที่ใช้งาน ก็ไม่มาสังเกต ไม่เป็นปัญหา)

    OnePlus One ในไทย  หิ้วจากประเทศจีน ต่างกับรุ่น Global ตรงไม่มีป้ายแปะคำว่า Cyanogen ข้างหลัง และ Software เป็น ColorOS ไม่ใช่ Cyanogen ทางร้านเสนอลง Cyanogen ให้ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

    ของที่อยู่ในกล่อง ก็มีสาย microUSB และเต้าเสียบ ทำได้สวยงาม น่าใช้มาก ตัวสายเป็นสายแบนสีแดงหัวขาว ส่วนโลหะตรงหัวเป็นสีทอง เต้าชาร์จก็เป็นทรงกล่องสีขาว นอกจากนี้ก็มีตัวจิ้มเอาซิมออกมา มีแพคเกจให้ห้อย (นี่พี่แกคิดว่าต้องถอดซิมเข้าออกบ่อยๆเหรอไง) และอีกชิ้นนึงเป็นถาดใส่ nanoSIM (ไม่ได้อยู่ในรูป) OnePlus One รองรับทั้ง microSIM และ nanoSIM เลือกใช้ได้ตามใจชอบ



    อีกอย่างที่แถมมาเป็นถุงขนาดย่อม แว๊บแรกที่เห็นคิดว่าเป็นซองกันชื้น แต่กันชื้ออะไรแถมมาในกล่องมือถือ สังเกตใหม่ เป็นซองชาจ้า


    ใช้งานครั้งแรก
    เสียบที่ชาร์จแบตเข้ามือถือ เสียบไม่เข้า ก่นด่า แม่งเอ้ย มือถือจีนตก QC นี่วางรูเสียบเอียงใช้ไหมเนี่ย ตั้งสติแป๊บนึง สังเกตดีๆ ลองพลิก หัวอีกด้านนึงขึ้น เสียบได้พอดี OnePlus One โดนด่าฟรี

    จอใหญ่โคตร อะไรบนจอก็ดูบวมไปหมด ไอค่อน ตัวหนังสือ ใช้มือเดียวไม่สะดวก เอื้อมไปลาก Notification Bar ต้องใช้ 2 มือ แต่พิมพ์สะดวกมาก ปุ่มใหญ่ ตัวหนังสือใหญ่ อ่านง่าย

    ขึ้นเตียงนอน ปิดไฟนอนเล่นมือถือ รู้สึกแปลกใจความสว่างมืดทึมแปลกๆ จึงนำเอา Nexus 4 มาเทียบ ปรับแสงจอให้ต่ำที่สุด  Nexus 4 สว่างแสบตา ส่วน OnePlus One แสงนวลตากว่า
    เว็บ phonearena มี benchmark เปรียบเทียบแสงต่ำสุด เรียกว่า minimum brightness มีหน่วยเป็น nits โดย OnePlus One มีค่าอยู่ที่ 5 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ในขณะที่ Nexus 4 มีค่า minimum brightness ที่ 14 ซึ่งถือว่าแย่ ส่วนยี่ห้ออื่น Galaxy Note 4 ทำได้ดีมากมีค่า nit เพียง 1 เท่านั้น

      นี่เป็นพัฒนาการอีกมุมนึง นอกเหนือจากแบตเตอรี่

    ตื่นเช้ามาแบตฯ เหลือ 80% จากการเล่นเมื่อคืนก่อน วันนี้ตั้งใจจะสังเกตว่าแบต 80% อยู่ได้ทั้งวันหรือไม่ เล่น Facebook ผ่าน 3G อ่านบทความใน Pocket โทรคุยเล็กน้อย ผ่านไปครึ่งวัน ติดนิสัยตอนใช้เครื่องเก่า รีบหาสายชาร์จเสียบ แต่หันมาเช็คแบตฯ เหลือตั้ง 50% จากเดิมที่ต้องวูบเหลือซัก 20% แล้ว จึงตัดสินใจ ไม่ชาร์จ และใช้งานไปเรื่อย ใช้งานแบบเดิม เล่นเน็ต คุยโทรศัพท์บ้าง ตอนเย็น 2 ทุ่มกลับถึงบ้านแบตฯ ยังเหลืออยู่ 20% ถึงตอนนี้น่าจะสรุปได้แล้ว แบตเตอรี่ถึก อยู่ได้นานจริง แต่ความรู้สึกมันยังไม่ใช่ ยังไม่อยากปักใจเชื่อง่ายๆ ทางกายภาพแล้ว มือถือจอใหญ่ ใช้ไฟเลี้ยงจอเยอะ กินแบตเตอรี่หนัก จะอยู่ได้เต็มวันได้อย่างไร จนถึงตอนนี้ใช้ OnePlus One ร่วม 2 เดือน ต้องยอมรับแล้ว มันอยู่ได้ทั้งวันจริงๆ เปลี่ยนนิสัยการใช้มือถือไปอย่างสิ้นเชิง ไม่จำเป็นต้องหาที่ชาร์จหรือ power bank ระหว่างวัน เปิด GPS ไว้ตลอด เล่นเกมติดต่อกันเป็นชั่วโมง ฟังเพลง ดู YouTube แบบไม่ต้องพะวง ใช้มือถือได้เหมือนเป็นเจ้านายมันจริงๆ

    เรื่องกล้อง ผมไม่ค่อยได้ใช้ แต่เท่าที่ถ่ายมา รู้สึกได้ว่าภาพชัดกว่า Nexus 4 เครื่องเก่า

    ลูกเล่นที่ชอบ
    • เคาะจอ 2 ครั้งเพื่อเปิด และเคาะจอ 2 ครั้งตรงแถบ status bar เพื่อล็อคเครื่อง
    • Gesture วาดเป็นตัว V ตอนจอดับ เพื่อเปิดไฟฉายได้
    • ป้องกันจอเปิดขึ้นเอง เมื่ออยู่ในกระเป๋าได้ (Prevent-to-accidental wake up)

    มีเครื่องแฮงค์บ้าง มีเอ๋อบ้าง แต่ถือว่าเกิดไม่บ่อยเท่า Nexus 4 ด้วยซ้ำ

    แฟลชไฟฉายไม่สว่างเท่า Nexus 4

     ผ่านไป 2 เดือน

    • แบตเตอรี่ก็ยังคง Top form แต่ไม่ได้ประทับใจ เพราะเริ่มชินแล้ว 
    • ปิดฟีเจอร์ Gesture ตัว V เพราะไฟฉายเปิดตัวเอง บ่อยมากขาเสียดสีจอ
    • ขนาดตัวเครื่องไม่ใหญ่เทอะทะ แถมกลายเป็นจับเหมาะมือพอดีเสียอีก
    • ไม่เสียใจที่ซื้อมา